The word Samadhi originates from the Sanskrit sam‐a‐dha, meaning “to bring together.” It is usually translated as “concentration” or composing of the mind. It is the mind that does not waver, does not scatter itself and is focused on the task at hand despite being disturbed, persuaded or provoked. When we achieve Samadhi we attain the calm and collectedness needed to make wise choices and decisions. A mind firmly composed by Samadhi provides the foundation from which to achieve the other Wise Habits.

As parents and teachers we are always hoping our children will improve their concentration skills. We can do this by reducing distractions, such as the TV or computer, while they are working on their homework. We can set them activities that require progressively prolonged periods of concentration and offer praise and encouragement for their efforts. Basic meditation techniques to promote calm and focus can be introduced from an early age, such as counting the breath or listening to sounds around them with their eyes closed, recalling each one to you afterwards. Older children are able to sit for an increasing number of minutes in silent meditation. We can start by asking them to keep the focus of attention on their breath, raising their hand each time the mind wanders off (this is the role of Sati ‐ to call back the mind).

Venerable Ajahn Jayasaro writes “Meditation is the cultivation of wakefulness. It begins with us learning how to be awake to our meditation object, moment by moment. As it progresses we learn to be awake to the whole of our body and mind. We observe, for example, how the posture of the body and its aches and pains affect the mind. We observe the various ways in which mental agitation and its absence affect the body. We observe how a sound can trigger a memory, how a memory can trigger an emotion, and how an emotion can plunge us into a whole inner world that, for its duration, seems very real. We observe the craving for distraction and, if we persevere, the simple joy of non-distraction. We begin to sense the path to inner freedom. As we gradually assimilate all this raw data about the nature of our body and mind, we find changes occurring naturally in our values and behaviour. There is, certainly, a role for faith and theory in our lives as Buddhists. But what is fundamental, I believe, is this intense curiosity about our life, and this commitment, each moment of the day, to being awake.”

คำว่า สมาธิ มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาสันสกฤตที่ว่า สมถะ ซึ่งมีความหมายว่า การรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยทั่วไปแล้วจะแปลว่าการมีใจจดจ่อ แน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวกไปมา สมาธิ จะนำเราไปสู่ความสงบ ความสบาย ความรู้สึกเป็นสุข และนำมาซึ่งปัญญาถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและสับสนก็ตาม เมื่อเราสามารถเข้าถึง สมาธิ ได้ เราจะมีความสุขสงบ มีความสามารถที่จะเลือกและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาด

ในฐานะของคุณครูและผู้ปกครอง เราสามารถช่วยฝึกฝน พัฒนาเรื่อง สมาธิ ให้กับเด็กๆ ได้โดยเริ่มจากการลดพฤติกรรมหรือสิ่งรบกวนสมาธิเด็กๆ เช่น การดูโทรทัศน์ และใช้คอมพิวเตอร์ ในระหว่างการทำการบ้านหรือกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนั้น เรายังสามารถพาเด็กๆ ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ สมาธิ หรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆเกิดการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กๆนั่งหลับตาชั่วครู่แล้วให้พวกเขาบอกว่าระหว่างที่นั่งหลับตา พวกเขาได้ยินเสียงอะไรบ้าง สำหรับเด็กโตก็อาจใช้วิธีการให้เด็กๆ นั่งสมาธิ โดยให้กำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเข้าออก และหากจิตเกิดฟุ้งซ่านก็ให้เด็กๆ ยกมือขึ้นมาในแต่ละครั้ง หากเราสามารถฝึกฝน สมาธิ ให้กับเด็กๆ เป็นประจำ เมื่อพวกเขาโตขึ้นจะเห็นได้ชัดว่าเด็กๆ สามารถนั่ง สมาธิ หรืออยู่นิ่งๆ ได้นานขึ้นเรื่อยๆ

พระอาจารย์ชยสาโร กล่าวว่า “สมาธิภาวนา คือ การพัฒนาความตื่นรู้ เริ่มจากการฝึกตื่นรู้ในกรรมฐานที่เรากำหนดไว้ในแต่ละขณะ ต่อจากนั้น เราต้องฝึกตื่นรู้ตลอดทั้งกายและใจ เช่น สังเกตอิริยาบถและความปวดเมื่อยทางกายว่าส่งผลต่อจิตใจอย่างไร สังเกตว่าจิตฟุ้งซ่านไปทางใด ส่งผลต่อกายอย่างไร และเมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่าน ส่งผลต่อกายอย่างไร เราสังเกตว่าเสียงที่ได้ยินกระตุ้นให้ระลึกถึงความทรงจำบางเรื่องอย่างไร และความทรงจำนั้นกระตุ้นให้เกิดความคิดปรุงแต่งอย่างไร จากนั้นความคิดปรุงแต่งชักนำเราอย่างไรให้จมอยู่ในโลกของความนึกคิดซึ่งดูเสมือนจริงอย่างยิ่งในขณะนั้น เราจะสังเกตว่ามีตัณหาเกิดขึ้นในจิต อยากแสวงหาความเพลิดเพลินทางใจ และหากเราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนี้ ความเบิกบานใจย่อมเกิดขึ้นเมื่อจิตของเราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องการแสวงหาความบันเทิงใดๆ เราเริ่มเห็นหนทางสู่อิสรภาพภายใน เมื่อเราค่อยๆ เก็บเกี่ยวข้อมูลของกายและใจตามความเป็นจริง เราย่อมพบว่าระบบความคิดและการกระทำของเราเปลี่ยนไปโดยไม่ต้องมีใครบังคับในฐานะพุทธศาสนิกชน ศรัทธาและการเรียนรู้หลักปริยัติย่อมมีบทบาทต่อชีวิต แต่อาตมาคิดว่า ส่วนที่เป็นรากเหง้าจริงๆ นั้นอยู่ที่ความใฝ่รู้ต่อชีวิตของเราเองและความมุ่งมั่นที่จะตื่นรู้ในทุกๆ ขณะ”