Yoniso Manasikara (pronounced yo-nee-so mana-see-kan in Thai) means to apply the mind skilfully, or wise reflection. It is thinking in terms of causal relations, such as the consequences of thoughts and actions, or by way of problem-solving, in order to help us to see things as they really are, leading to wiser decisions. Ultimately, it is the conscious use of thought to bring the mind to peace.

Yoniso comes from the Sanskrit yoni, meaning “the womb or origin (place of birth).” Manasikara means “directing the mind or attention.’’ So yoniso manasikara means literally “directing the attention to the core or essence of the matter.” In Buddhist texts, yoniso manasikara is listed among the four “virtues conducive to growth,” These are 1) association with a wise friend (such as a parent or teacher); 2) listening to good teaching; 3) wise reflection; and 4) practicing in accordance with good teaching. As such, yoniso manasikara cultivates mindfulness and full awareness, which, in turn, are the conditions for the arising of ‘Right View,’ or understanding the true nature of the Four Noble Truths and the law of kamma.

Venerable Prayut Payutto writes, ‘Yoniso manasikara directly precedes wisdom. It acts as a link between sati, mindfulness, and panya, wisdom. It is that which guides the stream of thought in such a way that wisdom is able to get down to work and achieve results.’

Venerable Jayasaro explains that there are two aspects to yoniso manasikara. Firstly, it is using the reflective quality of the mind to replace negative mental states with positive ones in order to improve the mind. For parents, this might be encouraging our child who is angry with his friend to write down all his friend’s positive qualities. Or to ask him to imagine his friend when he is happy, such as when they went to the playground together. This helps children replace negative feelings with wholesome thoughts and tolerance.

The second aspect is using the reflective quality of the mind to increase understanding of things as they really are, namely, impermanent (annica), unsatisfactory (dukkha), and not-self, or without intrinsic identity (anatta). Having the ability to see our anger arise and pass is helpful, but it will continue to arise in the future until we begin to understand why it arises, its root cause. Venerable Jayasaro suggests that thinking of anger as an illness helps reduces out resentment towards others, not because of ‘positive thinking’ but because we are seeing it as it really is. If we scratch our new car we tend to get upset, but when our neighbour buys an identical model and scratches his, we feel nothing. We are so attached to this sense of self.

In relation to the other Wise Habits, yoniso manasikara is the action of applying critical thinking to them in order to achieve their ultimate purpose: wisdom. For example, we can help children see the impact of applying viriya (perseverance) without khanti (patience), which invariably results in frustration instead of success. Practising yoniso manasikara will help children to develop a true understanding of right and wrong speech, right and wrong action, right and wrong livelihood, as long as teachers and parents encourage their continuous reflection of causal relations, of solving problems with correct attention to underlying causes. Yoniso manasikara creates chandha (enthusiasm) within children because it helps them to see the benefits of doing tasks which they may initially see as pointless or unpleasant. Helping around the house not only gives a sense of achievement once the job is done, they learn skills, concentration and get physical exercise; it makes mum and dad happy, and ultimately the child herself. Like us, children will begin to understand that they have more patience, perseverance and motivation when they see the value and benefits of what they do.

As humans we learn from experience, but not without being attentive to why things happen. We have to think about it. Was it beneficial or not? Examine it, investigate it, understand what actually happened, and then consider whether we would like it to happen again in the future or not. Experience itself does not guarantee wisdom. Skilful reflection, however, moves us towards a richer and more peaceful way of life.

คุณธรรม ๑๒ ประการ โรงเรียนปัญญาเด่น : โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ คือการคิดเป็น คิดอย่างถูกวิธี ในเรื่องของผลที่เกิดจากความคิดและการกระทําต่างๆ หรือการคิดแก้ปัญหาตามความเป็นจริง ตามที่มันเป็น เพื่อนําไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและชาญฉลาด

โยนิโสมนสิการเป็นวิธีการคิดตามหลักพุทธธรรม คิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัย คิดแบบอริยสัจ ๔ หรือ ความจริงที่มีอยู่ ๔ ประการ ได้แก่

– ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้สภาพที่บีบคั้น ลําบาก ได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บป่วย การตาย การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น

– สมุทัย คือ สาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์ได้แก่ ตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา (ความอยากในกามความอยากได้ทางกามารมณ์) ภวตัณหา (ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่อยากได้นั่นได้นี่) และ วิภวตัณหา (ความอยากที่จะไม่เป็นโน่นเป็นนี่อยากที่จะไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้)

– นิโรธ คือ ความดับทุกข์ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์นั่นก็คือ การดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง

– มรรค คือแนวปฏิบัติที่นําไปสู่ความดับทุกข์ได้แก่ มรรคมีองค์แปด คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ-ความดําริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ ๕.สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-ความพยายามชอบ ๗. สัมมาสติ-การระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ความตั้งใจชอบ หรือเรียกรวมอีกชื่อหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง

ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ว่า “โยนิโสมนสิการ เป็นการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีเมื่อเทียบในกระบวนการพัฒนาปัญญา โยนิโสมนสิการอยู่ในระดับที่เหนือศรัทธาเพราะเป็นขั้นที่เริ่มใช้ความคิดของตนเองเป็นอิสระ ส่วนในระบบการศึกษาอบรม โยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิดให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธีคิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ไม่มองเห็นสิ่งต่างๆอย่างตื้นๆ ผิวเผิน เป็นขั้นสําคัญในการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นอิสระ ทําให้ทุกคนช่วยตนเองได้และนําไปสู่จุดหมายของพุทธธรรมอย่างแท้จริง”

พระอาจารย์ชยสาโร ท่านได้อธิบายไว้ว่า การคิดเป็นแบ่งออกได้สองแบบ คือ

๑. คิดแก้ปัญหาได้โดยการคิดในทางที่ดีที่จะชนะ ที่จะระงับความคิดที่ไม่ดีในฐานะผู้ปกครองและคุณครูเราสามารถที่จะสอนให้เด็กๆ ที่กําลังโกรธเพื่อน เขียนหรือบอกข้อดีของเพื่อนคนนั้น หรือให้เด็กๆ คิดถึงเวลาที่เล่นกับเพื่อนคนนั้นที่สนามเด็กเล่นหรือทํากิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข การฝึกให้เด็กๆได้คิดด้วยวิธีการนี้จะสามารถช่วยให้เด็กๆเป็นผู้ที่คิดในเชิงบวก มีความอดทน

๒. คิดในเรื่องความจริงเพื่อจะชนะหรือระงับความหลงใหล ตามกฏธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง ไตรลักษณ์ ประกอบไปด้วย ๑. อนิจจตา – ความไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไปได้ ๒. ทุกขตา – อาการเป็นทุกข์อาการที่ถูกบีบคั้น กดดัน อาการฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว ๓. อนัตตตา – อาการของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน อาการที่ไม่มีตัวตน อาการที่แสดงถึงความไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอํานาจควบคุมของใคร

พระอาจารย์ชยสาโรท่านให้คําแนะนําว่า การคิดว่า ความโกรธ เป็นความเจ็บป่วยจะช่วยให้เราลดความไม่พอใจต่อผู้อื่นได้ไม่ใช่เพราะ ‘ความคิดเชิงบวก’ แต่เพราะเราเห็นว่ามันคือเรื่องจริง เหมือนกับการที่เรามักจะอารมณ์เสียเมื่อรถใหม่ของเรามีรอย ขีดข่วน ในขณะที่รถยนค์คันใหม่ของเพื่อนบ้านเรา มีรอยขีดข่วนเช่นกันแต่เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลย นั่นคือการที่เรายึดติดอยู่กับตัวเอง ความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก

ในความสัมพันธ์กับคุณธรรมข้ออื่น ๆโยนิโสมนสิการ คือการใช้ความคิดที่ก่อให้เกิด ปัญญา ตัวอย่างเช่น เราสามารถแสดงให้เด็กๆเห็นถึงการมีความเพียร (วิริยะ) แต่ไม่มีความอดทน (ขันติ) จะส่งผลให้เกิดความโมโห หงุดหงิด ทําให้ไม่ประสบความสําเร็จในการทํางานหรือกิจกรรมต่างๆ การฝึกปฏิบัติคุณธรรมเรื่องโยนิโสมนสิการ จะช่วยให้เด็กๆ สามารถพัฒนาความเข้าใจอย่างแท้จริงในเรื่องของการพูดจริงและการพูดเท็จ การกระทําที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง การทํามาหากินโดยสุจริตและไม่สุจริต ตราบใดที่คุณครูและผู้ปกครองส่งเสริมให้เด็กๆได้เห็นผลลัพธ์และความสัมพันธ์่ในเรื่องต่างๆ ตามความเป็นจริง เด็กๆ ก็จะสามารถคิดและแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด บนหลักการของเหตุและผล โยนิโสมนสิการจะเป็นตัวสร้างให้เกิดฉันทะ (ความกระตือรือร้น) ภายในเด็กๆ เพราะมันจะช่วยให้พวกเขาเห็นถึงประโยชน์ของการทํางาน กิจกรรม ที่ในตอนแรกพวกเขาอาจรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์และไม่อยากทํา การช่วยทํางานบ้านไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกของการประสบความสําเร็จเมื่อเด็กๆ ทํางานเสร็จสิ้นลง หากแต่ยังเป็นการฝึกสมาธิและได้ออกกําลังกายไปในตัว ผู้เป็นแม่และพ่อก็มีความสุขและสุดท้ายคือความสุขที่เกิดกับตัวเด็กๆเอง ก็เหมือนกับตัวของพวกเราเองที่จะเริ่มเข้าใจมีความความอดทน ความเพียรและแรงจูงใจในเรื่องต่างๆ มากขึ้น เมื่อพวกเราและเด็กๆเห็นคุณค่าและประโยชน์ของสิ่งที่พวกเราและเด็กๆจะได้รับจากการปฏิบัติเรื่องต่างๆ มนุษย์เราเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยการเรียนรู้เกิดจากการใส่ใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่าทําไมถึงเป็นแบบนั้น แบบนี้ ? มันเป็นประโยชน์หรือไม่ ? เราต้องรู้จักคิดหาเหตุและผลในสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงจากนั้นเราต้องพิจารณาว่า เราต้องการให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคตหรือไม่ ? ประสบการณ์ตรงจะไม่นํามาซึ่งปัญญา หากแต่การคิดทบทวน การสะท้อนเรื่องราวต่างๆจะนําพาเราไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์และสงบสุขมากกว่า