Caga (pronounced jaa-ka) means generosity. It is delighting in the act of giving, sharing or relinquishing and expecting nothing in return; it is when the love of giving becomes a virtue in itself. Caga is being generous not only with material things, but also with your time, your energy, your forgiveness, and your willingness to be fair and just with other people. It is the opposite of selfishness, stinginess, being attached to me and my things, needs or views, and, as such, caga also means to give up those thoughts and habits.

Dana (‘giving’ or ‘gift’) is the external manifestation of the internal quality of caga. While giving can be done without generosity, such as in order to get something in return or for the promise of a future reward, dana that is motivated by caga is so much greater. Giving up the unwholesome thoughts that prevent generosity, such as meanness and unwillingness to forgive, are also qualities of caga. They are a gift to ourselves.

In Buddhist teachings, caga is seen as the foundation of dhamma practice, a pre-condition for silasamadhi-panya (the Noble Eightfold Path). A mind expanded by generosity is better able to generate the effort and motivation needed to take on the tribulations of life than one constricted by the narrow confines of ‘what do I get out of it?’ Caga is also one of the 5 attributes that must be cultivated if one is to enter the higher stages of dhamma practice (‘stream-entry’): sadda (conviction), sila (moral conduct), suta (learning), caga and panya (wisdom).

Caga can be developed in different ways and at different levels. Helping others and offering service are ways of stepping over the boundaries of me and mine which, when stretched, often make us feel uncomfortable or threatened (Ajahn Pasanno, A Dhamma Compass). Forgiveness is a further step, a higher form of dana, because it is more difficult to forgive than it is to give material things. The highest form of giving is dhammadana, or sharing the principles and practice of dhamma. Ajahn Chah reminded us that this is not something only reserved for monks and nuns: ”It is enough to set good examples and follow the Precepts.” Like the vine which grows and is shaped by the nearest tree, children are more affected by their parents’ example than anything else. When we think of the people who have most positively influenced our lives, “it is not because of the kinds of cars they own or vacations they have taken but because they have been trustworthy, kind and patient with us. They’ve made us feel good, no matter how badly we feel about ourselves. This kind of giving is not beyond the capacity of anybody. Increasing wellbeing and decreasing dukkha (suffering) are gifts we can all give,” (Ajahn Pasanno, ibid).

From an early age if children are praised and encouraged for freely giving to others, they grow up with a pleasant feeling associated with being generous. The idea that you gain happiness by giving things away does not come automatically to a young child’s mind, but with practice they will find that it is true. They will learn that when we give, we put ourselves in a position of wealth. A gift, no matter how small, is proof that you have more than enough. Caga helps build confidence in children because by being able to help other people we develop a sense of self-worth. As sucha, acts of generosity are an antidote to low self-esteem. They create a sense of openness in the mind which helps break down boundaries with others that otherwise would keep goodwill from spreading around. Caga can be used as a catalyst for family togetherness because, as Ajahn Jayasaro notes, ’’few things enhance the sense of connection between family members as group acts of generosity.”

The nature of the desire mind is that, even when we have enough, we feel there is always a lack of this or never enough of that, or we fear that something is going to get taken away from us. The ‘she’s got more than me, it’s not fair’ complaint of materialist competitive societies creates a confined, fearful world because there’s never enough, as opposed to the confident and trusting world we create through acts of generosity. As we practice caga, we realise that we can get by on less, and that there is a pleasure that comes with giving. This, it can be said, is a true sense of wealth.

คุณธรรม ๑๒ ประการ โรงเรียนปัญญาเด่น : จาคะ

จาคะ แปลว่า ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ การแบ่งปัน มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ทาน และ บริจาค จาคะโดยรวมแล้วหมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผล ตอบแทนและกระทำด้วยใจอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรักความเต็มใจที่จะมอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ เวลา กำลังกาย การยกโทษให้อภัย โดยความหมายของคำว่า จาคะ นั้นจะตรงกันข้ามกับ ความโลภ ความเห็น แก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ความใจแคบ เป็นต้น

การให้ ของเราในบางครั้งอาจเป็นการให้ด้วยใจที่ปราศจากความแบ่งปัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยกตัวอย่างเช่น ให้โดยหวังผลตอบแทน หรือ การให้รางวัลหากผู้นั้นทำตามสัญญาที่ตกลงไว้ ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบการให้ในลักษณะดังกล่าวกับจาคะ เราจะรู้สึกและเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จาคะ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ การเลิกความคิดที่ไม่ดีทั้งหลายที่เป็นตัวขัดขวางการมีจิตใจเอื้อเฟื้อ อาทร ต่อผู้อื่น ก็ถือว่าเป็น จาคะ ยกตัวอย่างเช่น ความใจแคบและการไม่อภัย หากเราสามารถทำได้นั่นก็ถือว่าเราได้ให้รางวัลกับตัวเองด้วยเช่นกัน

จาคะเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญ นำไปสู่ ศีล สมาธิ ปัญญา (ไตรสิกขา) จิตที่เกิดขึ้นจากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น ย่อมก่อให้เกิดความมุมานะและแรงจูงใจมากกว่า จิตที่มุ่งหวังเพียงแต่จะได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่ตนกระทำ นอกจากนั้นแล้ว จาคะยังเป็นหนึ่งใน ๕ คุณลักษณะที่ต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมในขั้นที่สูงกว่า (โสดาบัน) อันได้แก่ศรัทธา ศีล สุตตะ (ความรู้) จาคะ และ ปัญญา

พระอาจารย์ปสนฺโน ได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า จาคะ สามารถพัฒนาได้หลายระดับและหลายหนทาง การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นหนทางของการพัฒนาตนเพื่อก้าวข้ามความรู้สึกที่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ตัวฉัน ของฉัน ซึ่งบ่อยครั้งความรู้สึกดังกล่าวส่งผลให้เราเกิดความไม่สบายใจหรือรู้สึกถูกคุกคาม การยกโทษให้อภัยเป็นเรื่องที่ยากกว่าการให้ด้วยสิ่งของและวัตถุต่างๆ การให้ที่สูงสุดคือการให้ธรรม การให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน หรือที่เรียกว่า ธรรมทาน ดังที่หลวงพ่อชา ท่านได้กล่าวว่า “ ในฐานะพ่อแม่ การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีและอยู่ในศีลธรรมให้เด็ก ๆ ได้เห็นก็เพียงพอแล้ว เด็ก ๆ จะมีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเสียเป็นส่วนใหญ่ เปรียบได้กับเถาวัลย์หรือเครือไม้ที่เจริญเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างไปตามต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ” เมื่อเรานึกถึงบุคคลที่เราชื่นชมเป็นแบบอย่างในชีวิตของเรา หรือคนที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าตัวเรานั้นผิดหรือแย่ขนาดไหน จะเห็นได้ว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยว่าเขาขับรถยี่ห้ออะไร เขาไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุด เขามีชีวิตที่หรูหราสะดวกสบายกว่าเราเพียงใด แต่เราจะนึกถึงเขาในเรื่อง ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือความเมตตาและความอดทนของเขาที่มีต่อเรา พระอาจารย์ปสนฺโน กล่าวว่า “ การเป็นผู้รู้จักให้ การแบ่งปันเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผู้ใดเลย การทำให้ตัวเองและผู้อื่นเกิดความสุขและลดความทุกข์ เป็นของขวัญอันมีค่าที่เราควรหยิบยื่นให้แก่กัน ”

หากเรารู้จักชมเชยและให้กำลังใจเด็ก ๆ เมื่อเขาแสดงพฤติกรรมของการเป็นผู้ให้ที่ดี รู้จักแบ่งปันผู้อื่น เมื่อพวกเขาโตขึ้นย่อมที่จะมีความสุขและเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ในขณะที่เราต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กๆ ด้วยว่าการที่เขาจะรู้จักการเป็นผู้ให้และมีความสุขจากการให้ได้นั้น เป็นเรื่องของการฝึกฝนและใช้เวลา เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าเมื่อใดที่เรารู้จักการเป็นผู้ให้ เมื่อนั้นเราจะอยู่ในฐานะของความสมบูรณ์มั่งคั่ง (เราจะไม่มีวันยากจนและขาดแคลน) แม้ว่าการให้นั้นจะเป็นการให้เพียงเล็กน้อยก็ตามและที่สำคัญคือเราเป็นผู้ที่รู้จักพอ นอกจากนั้นแล้วการให้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก ๆ เพราะว่าการให้จะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกถึงความมีคุณค่าของตน ความสามารถของตัวเองในการที่จะหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้กับผู้อื่นด้วยใจเผื่อแผ่ เสียสละ จาคะยังสามารถเป็นแรงกระตุ้นภายในครอบครัว ดังที่

พระอาจารย์ชยสาโร กล่าวไว้ว่า “การแสดงออกถึงความเอื้ออาทรต่อกันและกัน จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว” โดยธรรมชาติของจิตนั้น เราจะรู้สึกว่าเราขาดโน่น ขาดนี่ ไม่พอ อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเราจะมีเพียงพอ หรือมีมากเกินไปแล้วก็ตาม บางคนอาจจะรู้สึกกลัว วิตกกังวลว่าจะสูญเสียสิ่งนั้น สิ่งนี้ไป หรือถูกแย่งชิงไป หรือการคิดเปรียบเทียบว่า มันไม่ยุติธรรมเลย หากอีกคนหนึ่งได้รับในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหนึ่งมากกว่าเรา สภาพของจิตชนิดนี้จะทำให้เราถูกคุมขังและตกอยู่ในโลกที่น่ากลัวเพราะความไม่รู้จักพอนั่นเอง หากเราฝึกฝนคุณธรรมเรื่อง จาคะ อย่างต่อเนื่อง ความสุขความพึงพอใจ จะเกิดขึ้นกับเราทุกครั้งที่ได้เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ ในขณะที่ความอยากได้ อยากมี ความรู้สึกขาดแคลนของเราก็จะค่อย ๆ ลดลงตามไปเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่า นี่เป็นความรู้สึกของความร่ำรวยและมั่งคั่งอันแท้จริง