Panyaden 12 Wise Habits: Indriya-samvara

Indriya‐samvara (we use the Thai translation at school which is pronounced insee‐sang‐won) means ‘using the senses wisely,’ or restraint of the senses. The term is often found in Buddhist texts as indriya samvara sila and as such this Wise Habit means self‐control of the senses in order to live a more virtuous life. 

While a total of 22 indriya, or ‘faculties’, are referred to in Buddhist literature, we are concerned here with the six ‘sense doors’ the eyes, ears, nose, tongue, body and the mind – through which we experience the external world. To take care of these six senses, we need to be mindfully aware of them so that when any of them come into contact with an object ‐ whether a vision a sound, a smell, a taste, touch or a thought ‐ we are not overcome with desire or aversion, which leads to the arising of negative thoughts and actions. Cultivating awareness in our daily lives of what our body is doing, what we are seeing or hearing and how our mind is reacting, leads to better decisions. Practising indriya samvara is to use our powers of observation and evaluation to see the results that come from using our senses in a mindful way.

 “When everything around us is encouraging distraction, agitation or superficiality we have to find within ourselves the ability to make choices about the kind of things we are going to look at, the kind if things that we are going to listen to and the kind of things that we are going to spend time on. There is nothing out there that is going to give us that kind of guidance. It is something that we need to give importance to so that indriya samvara really becomes part of our life.” (Venerable Ajahn Jayasaro) 

An example for families might be how we relate to the TV, or ‘screen time’ more broadly. We need to ask, what amount of time and what type of use is wise? What are the benefits and what is detrimental? Venerable Jayasaro continues, “Do you let your child endlessly play computer games? Of course not. This is taking care of the senses. Once we ask, ’Does it make sense to expose our children to certain media,’ we can bring control to our children’s exposure and relationship to phones, TV, computers and the internet.” Venerable Ajahn Prayutt advises that we steer away from viewing things as only beautiful or ugly, or as something to simply like or dislike as soon as we come into contact with it. Otherwise our children will be always chasing desires and avoiding unpleasantness, thus perpetuating the cycle of tanha (unwholesome desire) and dukkha (dissatisfaction). 

Children without a principled understanding of how to use the senses wisely will be easily led astray, distracted in the classroom and prone to over‐excitement. Children who understand and practise restraint, however, in regards to eating, touching, watching and listening, will also know how to react to the outside world, how to watch TV, how to use social networking responsibly, that the true value of food relates to health, not taste. With the ever‐increasing targeting of children in marketing and accessibility to new media, the challenge to apply restraint is pressing.

‘Restraint’ in this sense is not the same as repression. We are not trying to deny or withdraw from the sensory world which, after all, is impossible. Rather, we are cultivating the ability to watch over our impulses, to employ discernment in that space between contact with a sense object and reaction so that any resulting thoughts or actions are intelligent and beneficial. Impulse control is now widely considered to be the greatest indicator of success in young children. 

Mostly, however, we are not interested in exercising restraint and we fall victim to unhealthy sensory pleasures, whether it’s listening to gossip or over‐indulging in eating. We might tell ourselves to give up some unwholesome habit or other, but until we clearly see its drawbacks we find it difficult to let it go. Often this is when it’s too late. This is where the Wise Habit yoniso manasikara (wise reflection) becomes important. If we encourage our children to reflect on the cause and effect of excessive indulgence or aversion, they will soon learn for themselves what is good for them and what is not. Once they start discriminating between what they should let into to their minds each day and what to keep out, they will experience a growing sense of self‐reliance and contentment just to be with themselves, without always asking ‘what’s next?’ With careful, persistent practice, indriya‐samvara will become a wise habit for life.

อินทรียสังวร คือ การสำรวม หรือ ยับยั้งกาย วาจา ใจ คุณสมบัติซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลธรรมอันดีงาม การสำรวมระวังอินทรีย์ หมายความว่าชีวิตของเราสัมผัสกับโลกภายนอกผ่านอินทรีย์ ได้เเก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นเราต้องสนใจและให้ความสำคัญในการศึกษาเพื่อที่จะดูเเลอินทรีย์เหล่านี้ พยายามรับสิ่งต่างๆ จากภายนอกที่เป็นประโยชน์ ไม่รับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ปล่อยให้กิเลส สิ่งยั่วยุต่างๆ เข้ามาทำให้ใจเราหันเหไปสู่ความคิดหรือการกระทำที่ส่งผลในแง่ลบ การปลูกฝังการตระหนักรู้ถึงการกระทำต่างๆของตัวเราในชีวิตประจำวัน เช่น การมองเห็น การได้ยินเสียงต่างๆ และความนึกคิดของจิตเรานั้นจะส่งผลก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ดีกว่า แท้จริงแล้วการฝึกฝนการสำรวมระวังอินทรีย์นั้นก็คือการใช้ทักษะในการเป็นคนช่างสังเกตเเละการประเมินการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหกนี้อย่างมีสติรอบคอบ

“ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ ความไม่สงบ และความผิวเผิน เรานั้นจำเป็นที่ต้องคนหาศักยภาพในตัวเองที่จะมาทำหน้าที่ในการเเยกเเยะเพื่อรับรู้ หรือใช้เวลาให้หมดไปกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผ่านมาในทุกๆ วัน เลือกที่มองเห็นแต่สิ่งที่สวยงาม เลือกฟังในสิ่งที่น่าฟัง และเลือกใช้เวลาอันมีค่าของเราไปกับสิ่งดีๆ ที่คู่ควร ซึ่งทักษะในการแยกแยะสิ่งเหล่านี้นั้น เราไม่สามารถค้นหาได้จากที่อื่นภายนอก หากแต่เราต้องให้ความสำคัญกับการฝึกฝนจิตใจของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวมระวังอินทรีย์”

สำหรับครอบครัวนั้น อาจฝึกการสำรวมระวังอินทรีย์ได้โดยการดูแลการบริโภคสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดระยะเวลาในการดูทีวี เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราใช้เวลาในการดูทีวีเป็นระยะเวลานานเท่าใดต่อวันจึงจะเป็นการพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป คิดถึงข้อดีและข้อเสียถึงสิ่งนั้นๆ มาเป็นส่วนประกอบในการคิด เราใช้การสำรวมระวังอินทรีย์กับทุกสถานการณ์ บางครั้งเราเองก็ไม่ทันรู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกนั่งเล่นเกมส์ตลอดเวลา นั่นแสดงถึงการมีการสำรวมระวังอินทรีย์ และแล้วก็มีคำถามที่เกิดขึ้นมา นั่นก็คือ เราควรจะปล่อยให้ลูกเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สื่อสาร และเทคโนโลยีต่างๆ หรือไม่ พระอาจารย์ชยสาโรได้แจงอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า อย่างหนึ่งที่เราควรพึงตระหนักคือ การรับสารที่ถูกต้อง กล่าวคือ เราต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหก ในการแยกแยะสารรับเอาแต่สารที่ดีมีประโยชน์ และเพิกเฉยต่อสารที่กล่าวความในแง่ลบ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กๆ จะพยายามคอยวิ่งตามความต้องการของตนเองซึ่งก่อให้เกิด ฉันทะ และจากนั้น ความทุกข์จากการได้สิ่งต่างๆ ก็จะตามมา

เด็กๆ ที่ขาดความเข้าใจในการใช้อินทรีย์ต่างๆ นั้น มีแนวโน้มที่จะหลงการกระทำสิ่งต่างๆ ไปในทางที่ผิดได้ง่าย เช่น นั่งใจลอยในขณะที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นเรียน และาการแสดงความรู้สึกนึกคิดที่รุนเเรงเกินความพอดี หากแต่เด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและได้รับการฝึกฝนการใช้อินทรีย์สังวรอย่างถูกต้อง จะรู้จักดูแลการแสดงออกของตนเองให้เป็นไปในทางที่ดี ถูกควร รวมไปถึงการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในยุคปัจจุบันที่ล้ำสมัย อย่างโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ สามารถแยกแยะความจริงได้ว่าความสำคัญของอาหารนั้นคือ คุณค่าของสารอาหารที่เราได้รับ มิใช่รสชาติแต่อย่างใด “ความยับยั้งชั่งใจ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการหยุดหรือตัดขาด เราจะไม่พยายามตัดตัวเองออกจากโลกและสื่อต่างๆ ในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะตามความจริงสิ่งนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ แต่เราจะปลูกฝังให้เด็กๆ เฝ้าดูแลความต้องการตัวเอง และเอาชนะมันให้ได้ด้วยความเฉลียวฉลาด การควบคุมเเรงกระตุ้นภายในตัวเองนั้นเป็นหางเสือที่ดีที่สุดของเด็กๆ

หากเราส่งเสริมให้เด็กๆ คิดสะท้อนถึงสาเหตุและผลกระทบของการปล่อยจิตใจให้เป็นไปตามความรู้สึก อีกไม่นานเด็กๆ จะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเองว่าสิ่งใดเป็นคุณและสิ่งใดที่เป็นโทษต่อเขา หากเขาเริ่มที่จะแยกแยะสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ว่าสิ่งที่เขาควรจะรับเข้ามาและสิ่งใดที่ควรกันให้อยู่ห่างออกไป เด็กๆ จะมีความมั่นใจ เชื่อในตนเอง และความสบายใจ ในการจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง