Sacca (pronounced ‘sat‐ja’) is a Pali word meaning “real” or “true.” It means to uphold integrity by speaking and acting according to the truth and to keep one’s word. It is a wise habit of profound importance and yet in daily life it is one of the most difficult for us to consistently practise.

In early Buddhist writings sacca is often found in reference to ariya‐sacca, or ‘noble truth’ and, specifically, the Four Noble Truths, the essence of the Buddha’s teachings. In this context, sacca can be translated as ‘reality’, where the Buddha expounds the absolute truth of suffering, its cause, cessation and the path out of suffering. At a deeper level, therefore, applying sacca is more than simply telling the truth; it is seeing the nature of things as they really are. Buddhist scholar and monk Bhikku Bodhi explains, “Much more than an ethical principle, devotion to truthful speech is a matter of taking our stand on reality rather than illusion, on the truth grasped by wisdom rather than the fantasies woven by desire.’’

One way to define truthfulness is by looking at its opposite, false speech or action. This is not only telling lies ‐ we also have a tendency to add things in or leave things out. We often exaggerate in order to make ourselves and our lives seem more interesting and exciting; because we want to be popular and do not think we are likeable enough as we are. Or we use understatement, saying things like, ‘No, no, I’m not upset’ or ‘It’s no bother at all’ when clearly the opposite is true. We do it to please others or because we fear disapproval, whereas in fact we are being quite false. And there are also times when what we say is not a lie, as such, but because of what we leave out it is not the whole truth. Here the intention can be to convey a completely wrong impression, such as describing someone we don’t like in a one‐sided way or describing events without certain unfavourable details to show ourselves in a good light.This doesn’t mean we have to say everything we feel in the name of ‘being honest.’ . “You don’t have to reveal the entire contents of your mind to others. You must ask yourself, to what extent is it beneficial to yourself and to others, to what extent is it harmful? Will it increase the amount of dukkha (suffering)?” (Venerable Ajahn Jayasaro). If our intentions derive from wisdom and goodwill, it follows that our words and actions will be ethical and skilful.

Untruthfulness often stems from being afraid, of one’s teachers or parents, of being punished, or being looked down on or scolded. The ability to be truthful, on the other hand, is a sign of confidence and emotional maturity. Sacca is a great strength of the mind. Venerable Jayasaro has said, ‘’People don’t have much faith in telling the truth all the time. But sacca is the foundation to all the other wise habits.” 

Venerable Jayasaro suggests that children are particularly prone to being untruthful because they are so dependent on others for their well‐being. It is natural they may have doubts or anxieties that the people they depend upon will disapprove, or even abandon them. To create a love for sacca from children, we should point out how beneficial it is to speak the truth. We should help them see what feelings arise when we are truthful, especially when it is tempting to create a false picture just to get praise; or how good it feels when we keep a promise, particularly one which was hard to keep. By the same token, we need to show our children the suffering and complications we have to endure when we do not tell truth. When the truth suffers, so do we. ‘’We should teach children that if we do something wrong, we should accept it, and make up our mind not to make the same mistake again. It is up to parents and teachers to gain trust from our children by demonstrating our sense of justice, integrity and our readiness to forgive.”

This most challenging of wise habits is a trial for all of us. Every day we are faced with the dilemma of whether or not to benก the truth, to leave something out or to put too much in or to do what we said we would do. If we are able to model this most pure and precious of virtues to our children, we will give them a truly wonderful gift for life, and one which creates an open and trusting society for all.

สัจจะ เป็นคําภาษาบาลีแปลว่า “ความจริง” หรือ “ความสัตย์” สัจจะคือการรักษาคําพูดและการกระทําให้เป็นไปตามความจริง รวมถึงการรักษาคํามั่นสัญญา สัจจะถือเป็นคุณธรรมอีกข้อหนึ่ง ที่ยากในการฝึกฝนและปฏิบัติในชีวิตประจําวันของเรา

สัจจะ มีความเกี่ยวข้องกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา เรื่องอริยสัจ ๔ ซึ่งแปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ที่มีอยู่ ๔ ประการคือ ๑. ทุกข์ ๒. สาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์ ๓. การดับทุกข์ดับสาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์ ๔. แนวปฏิบัติที่นําไปสู่การดับทุกข์

สัจจะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประโยคคําพูดที่เป็นจริงหรือการรักษาสัญญาเท่านั้น แต่ สัจจะยังหมายถึงความจริงตามธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นอยู่และเป็นไปตามธรรมชาติในชีวิตประจําวัน การสื่อสารของมนุษย์มักได้รับการเติมแต่งเรื่องราวเล่าเรื่องเกินความเป็นจริงการพูดความจริงไม่หมดเก็บซ่อนหรือตัดความจริงบางส่วนทิ้งไปโดยมีเหตุผลมาจากความกลัว ความไม่มั่นใจหรือเพื่อความสนุกให้เรื่องราวนั้นน่าตื่นเต้น ชวนติดตาม เพียงเพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับ ชื่นชอบและเป็นที่รักของคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น เราตอบเพื่อนเราว่า “ไม่เป็นไร” “ไม่เป็นการรบกวนเลย” ในขณะที่ความจริงแล้ว เรารู้สึกตรงกันข้ามแต่เพื่อเป็นการเอาใจผู้อื่นหรือความกลัวในการถูกปฏิเสธไม่เป็นที่ยอมรับ เราจึงต้องพูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับความรู้สึกของเราออกไปหรือในบางครั้งสิ่งที่เราพูดออกไปเป็นเรื่องจริงไม่ได้โกหกเลย แต่เราอาจจะไม่ได้พูดความจริงไม่ได้เล่าเรื่องและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เราปกปิดเรื่องราวบางส่วนเพราะความกลัวความต้องการเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของสังคม การเล่าเรื่องการสื่อสารของเราสามารถทําให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีหรือเข้าใจอะไรผิดๆได้ง่าย หากเรามีเจตนาที่ดีและเต็มเปี่ยมไปด้วยปัญญา เราก็จะมีวาจาที่อยู่ในมีทักษะและเปี่ยมล้นไปด้วยศีลธรรม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพูดถึงคนที่เราไม่ชอบเราก็จะพูดในด้านลบของคนๆนั้นเพียงด้านเดียวหรือเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับบุคคลนั้นไม่ทั้งหมด ปกปิดบางส่วนเพื่อให้ตัวเราเองดูดี เพื่อสนับสนุนตัวเองเพื่อให้ตัวเราได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น การกระทําดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนความจริง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ ได้รับความทุกข์และตัวเราเองก็เป็นทุกข์เช่นกัน

การพูดปด การบิดเบือนความจริงของมนุษย์เรามักเกิดมาจากพื้นฐานของความกลัวกลัวการถูกทําโทษ กลัวการถูกผู้อื่นดูถูกเหยียดหยาม กลัวการถูกตําหนิถูกว่ากล่าว ท่านอาจารย์ชยสาโรได้กล่าวไว้ว่า “เราไม่จําเป็นที่จะต้องเปิดเผยเล่าเรื่องแสดงความรู้สึกนึกคิดของเราให้ผู้อื่นได้รับรู้ทั้งหมด หากแต่เราควรถามตัวเองว่าสิ่งที่เราจะเล่าจะพูดมันเป็นประโยชน์กับตัวเราและผู้อื่นหรือไม่  มันเป็นการทำร้ายเบียดเบียนตัวเราและผู้อื่นหรือไม่ มันจะเป็นการเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเราและผู้อื่นหรือไม่ หากเจตนาของเรานั้นมาจากปัญญาและความหวังดี สิ่งที่จะตามมาก็คือคําพูดของเราที่เต็มไปด้วยหลักจริยธรรม 

ท่านอาจารย์ชยสาโร ได้กล่าวว่า สัจจะ คือพูดจริง ทําจริง จริงใจ เป็นความเข้มแข็งของจิตใจ การเสียสัจจะเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การพูดเท็จเพราะกลัวครูกลัวผู้ใหญ่จะลงโทษ  หรือว่ากลัวคนอื่นจะดูถูก เป็นนิสัยที่มักจะเกิดขึ้นในเด็กที่ยังไม่เป็นที่พึ่งของตน ยังอ่อนแอ ยังต้องอาศัยคนอื่นจึงจะมีชีวิตได้ ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่พึ่งครู กรณีนั้นก็ธรรมดาว่าผู้ที่ไม่เป็นอิสระต้องระแวงว่าสิ่งที่ตนพึ่งอาศัยนั้นจะทอดทิ้งหรือจะหายไป นั่นจะเป็นเหตุอย่างหนึ่งที่นําไปสู่การพูดเท็จของเด็ก วิธีแก้วิธีหนึ่งคือ การทําให้เกิดความรักสัจจะ ว่าสัจจะมันงามอย่างไรและให้เห็นว่ามันเกิดความรู้สึกที่ดีอย่างไรให้เห็นว่าถ้าเราไม่ปิดบังอําพรางถ้าเราไม่พยายามสร้างภาพตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจะได้รับคําชมเชย จะทําให้เราไม่แย่อย่างที่คิด ตรงกันข้ามกับคนที่มีนิสัยที่จะต้องคิดว่าตัวเองต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดเวลาจึงจะเป็นที่รักของคนอื่นหรือว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งจะเป็นคนที่มีความทุกข์มีความเก็บกดตลอดเวลา เราสอนให้เด็กพูดความจริงเราทําอะไรผิดเราก็ยอมรับไปเลย และก็ตั้งใจไม่ทำต่อไป โดยอยู่ที่ว่าเด็กต้องเชื่อมั่นว่าครูหรือผู้ใหญ่เป็นผู้ยุติธรรม และมีความหวังดีต่อเขาและจะให้อภัยเขาได้อยู่ที่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สอนให้ทําอะไรก็ทําจริง มิใช่แค่เล่นๆ ทําแบบสนุกสบาย 

คุณธรรมแต่ละข้อ เป็นเรื่องที่ท้าทายในการฝึกปฏิบัติของพวกเรา ทุกวันเราจะต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ภาวะที่เราต้องบิดเบือนความจริง ภาวะที่เราต้องเก็บซ่อนความจริงบางอย่างหรือแต่งเติมเรื่องราวต่างๆให้เกินความเป็นจริง หรือทําในสิ่งที่เราเคยให้สัญญาบอกว่าเราจะทําในฐานะคุณครูและผู้ปกครอง หากเราสามารถทําตัวเป็นแบบอย่างที่ดีมีคุณธรรมให้เด็กๆได้เห็น นั่นถือเป็นการให้ของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิตสําหรับเด็กๆซึ่งจะนําไปสู่การสร้างสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความโปร่งใสและความเชื่อใจสําหรับทุกคน