The word samadhi originates from the Sanskrit sam‐a‐dha, meaning “to bring together.” It is usually translated as “concentration” or composing of the mind. It is the mind that does not waver, does not scatter itself and is focused on the task at hand despite being disturbed, persuaded or provoked. When we achieve samadhi we attain the calm and collectedness needed to make wise choices and decisions.

Samadhi is the second of the three divisions of the Noble Eightfold Path, sila (moral development), samadhi (mind development ) and panya (wisdom development). Samma samadhi, ‘or right concentration’ is part of this second division and refers to “single pointedness of mind” or concentrating the mind to the point of mental absorption, leading ultimately to successively higher mind states (jhana). In everyday actions of ordinary life we require concentration, but this is not necessarily ‘right concentration’ as taught by the Buddha. A mind of single intent is capable of doing what it does more effectively, be it good or bad. The skilled pickpocket must have a high capacity for concentrated thought; the cat waits with all its attention focused on its prey. But samma samadhi refers only to concentration that leads to beneficial thoughts and actions.

In Buddhist teachings, before we can achieve samadhi, we must overcome the ‘Five Hindrances’ to a calm and focused mind: sensual desire or greed, ill will or aversion, restlessness or anxiety, laziness or lethargy and doubt With right effort and right mindfulness these conditions begin to lose their power and the mind gets firmly established in right concentration. A mind firmly composed by samadhi provides the foundation from which to achieve the other Wise Habits.
Undisturbed by distraction or persuasion, we set the mind on persevering with the task at hand (viriya), to keep our word (sacca) or endure difficulties with patience (khanti). With a strong determination we watch over ourselves to keep our thoughts and actions firmly in line with what is practical, logical and beneficial (yoniso‐manasika). ‘’A
steadfast and unwavering heart is free of apprehension, remorse and confusion concerning our actions and speech. This is samadhi’’ (Venerable Ajahn Chah)

As parents and teachers we are always hoping our children will improve their concentration skills. We can do this by reducing distractions, such as the TV or computer, while they are working on their homework. We can set them activities that require progressively prolonged periods of concentration and offer praise an encouragement for their efforts. Basic meditation techniques to promote calm and focus can be introduced from an early age, such as counting the breath or listening to sounds around them with their eyes closed, recalling each one to you afterwards. Older children are able to sit for an increasing number of minutes in silent meditation. We can start by asking them to keep the focus of attention on their breath, raising their hand each time the mind wanders off (this is the role of sati ‐ to call back the mind). Children often have a surprising propensity for higher states of concentration. But whatever the capacity and length of time, the calm and collectedness that result from meditation, and the enhanced thinking skills that result, are proven and hugely beneficial to all of us. Venerable Ajahn Jayasaro writes “if we can compose our mind with sati, we have no need to depend on sleeping pills, alcohol, ‘retail therapy’ or other unwholesome ways to help us relax. When the mind is peaceful, we are better able to reflect, we increase our perseverance and patience, faith in our practice and we understand more. As we understand more, our faith increases, and so on, the cycle continues.’’ If we train the mind in a wholesome way, it becomes calm and assured, bringing a sense of peacefulness not only to oneself, but also to those around us. The mind that reaches samadhi is like the moon which has emerged from the clouds ‐ clear, sharp and bright.

คําว่า สมาธิ มีรากศัพท์มาจากคําในภาษาสันสกฤตที่ว่า สมถะ ซึ่งมีความหมายว่าการรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วจะแปลว่าการมีใจจดจ่อแน่วแน่ จิตใจที่มีความแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวกไปมา สมาธิจะนําเราไปสู่ความสงบ ความสบาย ความรู้สึกเป็นสุขและนํามาซึ่งปัญญา ถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและสับสนก็ตาม เมื่อเราสามารถเข้าถึง สมาธิได้เราจะมีความสุขสงบ มีความสามารถที่จะเลือกและตัดสินใจเรื่องต่างๆได้อย่างชาญฉลาด

สมาธิเป็นคุณธรรมข้อที่สองของไตรสิกขา ซึ่งประกอบไปด้วย ศีล สมาธิและ ปัญญา ซึ่ง สัมมาสมาธิ นี้มีความหมายที่มุ่งไปถึงการฝึกจิตให้มีความแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่วอกแวกจนจิตใจเกิดการเรียนรู้อย่างสงบนิ่งและดําเนินไปยังสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า “ฌาน”

การดําเนินชีวิตประจําวันของเราทุกคนนั้น จําเป็นต้องมี สมาธิ เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ไม่จําเป็นต้องใช้ สมาธิ ขั้นสูง อย่างที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ จิตใจที่มีความจดจ่อแน่วแน่จะสามารถกระทําการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าการนั้นๆจะเป็นการดีหรือแม้แต่การร้าย ยกตัวอย่างเช่น โจรนักล้วงกระเป๋าจะต้องมีสมาธิมีจิตที่แน่วแน่เพื่อที่จะขโมยของได้สําเร็จ หรือแมวต้องการจับเหยื่อมาเป็นอาหาร มันก็ต้องมองจ้องเหยื่ออยู่เป็นระยะเวลานานเพื่อที่จะสามารถตะครุบเหยื่อเคราะห์ร้ายมากินได้ แต่ สมาธิ นั้นแตกต่าง เพราะ สมาธิคือความแน่วแน่จดจ่อโดยมาจากความคิดในแง่บวก หวังซึ่งผลลัพธ์ที่ดีงามงอกเงยยิ่งขึ้นไป พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า ก่อนที่เราจะมีสมาธิได้นั้นเราต้องเอาชนะ นิวรณ์ ๕ อันประกอบไปด้วย


๑. กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ ในอารมณ์ที่ชอบใจในรูป หรือความพอใจในกาม
๒. พยาบาท คือการคิดเคียดแค้น ปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ คือความง่วงเหงา หาวนอน จิตที่หดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกจจะ คือความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด รําคาญใจ
๕. วิจิกิจฉา คือความลังเล ความสงสัย


เมื่อเราสามารถสร้างสมาธิ สมาธิ จะนําเราไปสู่การพัฒนาคุณธรรมข้ออื่นๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเพียรพยายาม (วิริยะ) การรักษาคํามั่นสัญญา รับผิดชอบ (สัจจะ) ความอดทน (ขันติ) การคิดเป็น มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิด พิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า (โยนิโสมณสิการ) ดังที่หลวงพ่อชาได้กล่าวไว้ว่า “จิตที่แน่วแน่และมั่นคงย่อมเป็นอิสระจากความเข้าใจผิด ความสับสน เกี่ยวกับการกระทําและคําพูดของเราเอง ซึ่งนั่นคือ สมาธิ

ในฐานะของคุณครูและผู้ปกครอง เราสามารถที่จะช่วยฝึกฝน พัฒนาเรื่อง สมาธิ ให้กับเด็กๆ ได้โดยเริ่มจากการลดพฤติกรรมหรือสิ่งรบกวนสมาธิ เด็กๆเช่น โทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ในระหว่างการทําการบ้านหรือกิจกรรม นอกจากนั้น เรายังสามารถนําเด็กๆ ทํากิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิหรือกิจกรรมที่ทําให้เด็กๆเกิดการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กๆนั่งหลับตาชั่วครู่แล้วให้พวกเขาบอกว่าระหว่างที่นั่งหลับตา พวกเขาได้ยินเสียงอะไรบ้าง สําหรับเด็กโตก็อาจใช้วิธีการให้เด็กๆนั่งสมาธิโดยให้กําหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเข้าออกและหากจิตเกิดฟุ้งซ่านก็ให้เด็กๆยกมือขึ้นมาในแต่ละครั้ง หากเราสามารถฝึกฝน สมาธิให้กับเด็กๆได้เป็นประจํา เมื่อพวกเขาโตขึ้นจะเห็นได้ชัดว่าเด็กๆสามารถนั่งสมาธิหรือทํากิจกรรมนิ่งๆ ได้นานขึ้นเรื่อยๆ พระอาจารย์ชยสาโรกล่าวว่า “หากเราสามารถแต่งใจของเราด้วยสติเราไม่จําเป็นต้องขึ้นอยู่กับยานอนหลับ สุรา การบำบัดต่างๆ หรือวิธีการที่ไม่ดีอื่นๆ เพื่อช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายเมื่อจิตใจสงบ เราจะเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เราจะมีความเพียรและความอดทนมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขนศรัทธาของเราก็จะเพิ่มขึ้นตาม เป็นวงจรเช่นนี้” จิตที่เขาถึงสมาธิเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่โผล่พ้นออกมาจากกลุ่มเมฆหมอกและส่องแสง สว่างอย่างสดใส ชัดเจน